05-ผมไปเที่ยวญี่ปุ่นมา … 7 ชั่วโมงครับ
ผมมีกำหนดการเดินทางไปสนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์ที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมาครับ เพราะต้องไปรับและส่งพนักงานที่ไปฝึกงานที่บริษัทแม่
ครบ 6 เดือนพอดี ตามแผนจะต้องไปตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. แต่เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหว จึงต้องเลื่อนออกไปประมาณ 1 สัปดาห์ (คลิ๊กที่รูปเพือดูภาพขยาย
ก่อนไปก็หาพวกมาม่า, มาม่าคัพ, ปลากระป๋อง ติดไปด้วยเผื่อนำไปบริจาคได้
เครื่องออกเวลา 2.00 น. แต่ดันออกมาจากบ้านซะเร็ว มาถึงสุวรรณภูมิตั้งแต่ไม่ถึง 3 ทุ่ม
วันนี้มีรถมาส่งผู้โดยสารบริเวณขาออกค่อนข้างเยอะ
พอมาถึงเช็คที่จอมอนิเตอร์แทบอยากกลับไปนอนที่บ้านก่อน เพราะเครื่องดีเลย์อีกชั่วโมง เลื่อนไปเป็นตี 3
(ตอนเช็คอินถามเจ้าหน้าที่ว่าทำไมถึงดีเลย์ ได้ความว่าต้องรอเครื่อง สงสัยจะดีเลย์มาจากที่ญี่ปุ่น)
มีเวลาเหลือเฟือเกือบ 6 ชั่วโมง ก็เลยเดินเล่นไล่ตั้งแต่ชั้นใต้ดินจนถึงชั้น 4
เจอจอมอนิเตอร์แจ้งเที่ยวบินขาเข้า บริเวณชั้นใต้ดิน มีอยู่ 4 จอ ใช้ได้อยู่จอเดียว -_-”
รถไฟฟ้าเข้าเมืองวันนี้ค่อนข้างเงียบเหงา เห็นมีผู้โดยสารเดินเข้าไปไม่กี่คน หรืออาจจะเป็นเพราะว่าค่อนข้างดึกแล้วก็เป็นได้
เดินอยู่ตั้งนานจนถึงประมาณ 5 ทุ่มกว่า ที่จอก็ยังไม่ขึ้นว่าเคาน์เตอร์เปิด เลยลองเดินไปถามเจ้าหน้าที่ดูว่าเที่ยวบินนี้เช็คอินได้หรือยัง ก็ปรากฎว่าเช็คอินได้แล้ว
จึงเข้าไปข้างในเลยเพราะไม่อยากนั่งรออยู่ ด้านนอกแล้ว บริเวณตม. ตอนที่ผมไปไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ แถวผมมีคิวไม่ถึง 10 คน รูปข้างล่างนี้เป็นคาปูฯร้อน กับเค้กมะนาวที่ King Power Lounge ครับ
บัตรสมาชิก King Power เพิ่งสมัครสด ๆ ร้อน ๆ เลย 500 บาท ได้ Gift Voucher มา 500 บาท เทียบเท่ากับเราสมัครฟรีเลย
ช่วงที่ผมไป (ประมาณเที่ยงคืนครึ่ง) แทบไม่มีคนใช้ Lounge มีเครื่องดื่มและขนมเล็ก ๆ น้อยให้เราได้ทานด้วย
เที่ยวบินที่ผมไปมีผู้โดยสารแทบไม่ถึงครึ่งลำ อาจจะเป็นเพราะไฟลท์ดึกและน่าจะมีผลมาจากเรื่องแผ่นดินไหวที่นั่นด้วย ส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น ที่เห็นมีคนไทยไม่ถึง 5 คน

พอขึ้นเครื่ิองได้ ก็หลับเป็นตายเลยครับ
ตื่นเช้ามาเจออาหารบนเครื่องบิน มื้อนี้ไม่มีข้าวสวย อาจจะเป็นเพราะเป็นไฟลท์ดึกหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เลยมีแค่ออมเลทกับไส้กรอกไก่เฉย ๆ
ส่วนอีกอย่างหนึ่งรู้สึกจะเป็นโจ๊กหรือไม่ก็ข้าวต้มนี่ล่ะครับ

10.26 น. (เวลาที่ญี่ปุ่น) ก็มาถึงสนามบินนาริตะ ใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมง 26 นาที

ระหว่างทางที่จะเดินไปตรวจคนเข้าเมือง ก็เห็นมีรางเลื่อนหลาย ๆ อันใช้ไม่ได้ เขียนเอาไว้ว่า Out of service
แต่ ผมคิดว่าน่าจะเกิดจากการประหยัดไฟเพราะปัญหาโรงไฟฟ้าที่ฟุคุชิม่าหรือเปล่า เพราะรางเลื่อนกว่าครึ่งหนึ่งหยุดใช้อยู่ ซึ่งปกติไม่น่าจะเสียพร้อม ๆ กันขนาดนั้น

ผ่านตม.มาได้ก็มารอกระเป๋า แทบไม่มีไฟลท์บินมาเวลานี้เลย มีไฟลท์ผมที่มาจากกทม.กับอีกไฟลท์จากสิงคโปร์แค่นั้นเอง

วันนี้ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็สามารถออกมาด้าน นอกได้แล้ว (ปกติต้องรอบริเวณตม.ไม่ต่ำกว่าครึ่งชม.) อุณหภูมิกำลังสบาย ๆ ครับ 16 องศา หลังจากนั้นก็มาเจอกับพนักงานที่ผมจะต้องมารับกลับบ้านละ
สรุป ก็คือทางบริษัทให้ผมมารับพนักงานที่สนามบินนาริตะ เพราะเนื่องจากว่ารถบัสสายที่จะเดินทางไปเมืองที่พนักงานอยู่หยุดวิ่งเนื่อง มาจากปัญหาน้ำมันขาดแคลน
หากจะขึ้นรถบัสสายอื่นแล้วไปต่อแท๊กซี่ก็ ไม่แน่ใจว่าไปถึงจะมีรถแท๊กซี่วิ่งหรือเปล่า และถ้ามีก็ค่อนข้างแพงมาก ๆ ด้วย เพราะระยะทางค่อนข้างไกล
ก็เลยเป็นที่มาของทริปเที่ยวญี่ปุ่นสั้นที่สุดเท่าที่ผมเคยไปมาครับ ^^

ไปถึงก็หาที่บริจาคเงิน – สิ่งของก่อนเลย ถามเจ้าหน้าที่ในรูปแล้วก็บอกให้ไปชั้น 1 พอลงไปชั้น 1 ก็บอกว่าไม่รับบริจาคเป็นสิ่งของ รับแค่น้ำดื่มอย่างเดียว
สุดท้ายเลยต้องมาบริจาคเป็นเงิน 2,000 เยนแทน (เงินที่บริจาคได้มาจากเงินขายขยะรีไซเคิลของเพื่อน ๆ ที่ทำงานครับ)
ส่วนพวกมาม่า, ปลากระป๋อง ก็ต้องเอากลับไปเมืองไทย เพราะไม่รู้จะให้ใครดี
สนามบินนาริตะในวันนี้ก็ไม่แตกต่างจากปกติมากนัก ร้านค้าต่าง ๆ ส่วนใหญ่เปิดกันตามปกติ

มีแค่บางร้านอาจจะหรี่ไฟหรือปิดไฟบางดวงเพื่อประหยัด ไฟ และจะมีผู้คนรอกลับบ้านเยอะกว่าปกติ บางคนก็เอาฟูกเล็ก ๆ มาปูนอนเพื่อรอขึ้นเครื่อง (แต่ไม่กล้าถ่ายมา)
ที่ไม่เหมือนเดิมก็คือ ที่ร้านสะดวกซื้อ Lawson ชั้นบนสุด พวกขนมปังและอาหารแช่แข็งต่าง ๆ หมดไม่มีเหลือครับ
เหลือเวลาอีกกว่า 4 ชั่วโมงจะขึ้นเครื่อง (ต้องขึ้นเวลา 17.15น.) ก็เลยพาพนักงานไปทานอาหารกันก่อน ผมไปเจอร้านอาหารไทยชื่อร้าน “สายไทย”
อยู่บริเวณชั้นบนก็เลยพา พนักงานไป เพราะราคาไม่ต่างกับอาหารญี่ปุ่นบนนั้นเท่าไรนัก (แต่ถ้าเทียบกับบ้านเรา ราคาก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน) พ่อครัวเป็นคนไทยด้วยครับ
แต่คนรับออเดอร์เป็นชาวญี่ปุ่นนะครับ แต่ก็น่าจะพอพูดภาษาไทยได้ เพราะเห็นหันไปสั่งว่ากะเพราไก่ “สอง”

เลยสั่งข้าวกระเพราะหมู+ไข่ดาว และผัดไทยมากิน ตกจานละ 1,000 เยนถ้วน (ประมาณ 370 บาทครับ)

หลังจากทานข้าวเสร็จก็มารอเช็คอิน ตอนที่ไปถึง เคาน์เตอร์การบินไทยยังไม่เปิด ต้องรอประมาณครึ่งชั่วโมง แถวยาวอย่างในรูปครับ
จริง ๆ แล้วตอนที่มาถึง แถวของสายการบินอะไรไม่รู้ยาวกว่านี้อีก แต่ตอนนั้นรีบ ๆ ก็เลยไม่ทันได้ถ่าย

มีพนักงานคนนึงกลับคนละสายการบิน (ANA) ซึ่งวันนี้ Lounge ของ ANA ไม่เปิดเนื่องจากแผ่นดินไหว (ประหยัดพลังงาน) ทางเจ้าหน้าที่จึงให้เป็น Gift Voucher 2,000 เยนมาแทน
ได้โอกาสจึงมาหาเครื่องดื่มเย็น ๆ ด้านในหลังจากผ่านตม.เข้ามา

เที่ยวบินของการบินไทยวันนี้คนเยอะมาก เป็นคนไทยสัก 80% เห็นจะได้
ที่แอบได้ยินส่วนใหญ่ก็กลับไทยเพราะปัญหาแผ่นดินไหว, กัมมันตภาพรังสีน่ะครับ
มาบนเครื่องเจอปัญหาขาของถาดรองอาหารหัก -_-”
แล้วก็พบปัญหาว่าเมนูเป็นเนื้อกับปลา ซึ่งหลายคนไม่ทานเนื้อ ปลาจึงแทบไม่พอ จนท.จึงแก้ปัญหาเฉพาะด้วยการถามว่าทานเนื้อไหม
ถ้าทานได้ก็จะยกแกงเขียวหวานเนื้อมาให้เลย …
แต่ ทั้งแอร์โฮสเตสและสจ๊วตบริการค่อนข้างดีนะครับ มีพี่อยู่คนนึง น่าจะเป็นหัวหน้าแอร์ฯ ให้บริการเป็นกันเองกับผู้โดยสารมาก ๆ จนพวกเรารู้สึกเกรงใจแทน
มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิก็ประมาณสี่ทุ่มครึ่งครับ ขากลับใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมงเศษ ๆ ได้
รอบนี้ได้ไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง รีวิวจึงสั้นไปนิด ขออภัยด้วย หากรอบหน้าได้มีโอกาสไปอีก จะมาโพสยาว ๆ เลยครับ
(จริง ๆ ก็มีของปีก่อน ไม่แน่ใจว่าจะเก่าเกินไปหรือเปล่า ตั้งแต่เม.ย. ปีที่แล้ว ^^)
ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาติดตามกันนะครับ












