03 – รีวิวเที่ยวสวนผึ้ง เคฟวิวรีสอร์ท, ไร่ภูผาปก ภาค 2
ต่อจากตอนที่แล้วนะครับ 02 – รีวิวเที่ยวสวนผึ้ง เคฟวิวรีสอร์ท, ไร่ภูผาปก ภาค 1
ออกจากธารน้ำ ร้อนบ่อคลึงแป๊บเดียวก็มาถึงที่หมายถัดไป จริง ๆ เดินมาก็ได้ เพราะอยู่ติดกัน แต่ตอนแรกไม่ทันเห็น ที่นี่ชื่อว่า “อุทยานธรรมชาติวิทยา ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี”

ที่นี่ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ ผิดกับที่ธารน้ำร้อนเลย ทั้ง ๆ ที่ทำออกมาได้สวยงาม สะอาด ได้ความรู้อีก (ไม่เสียค่าเข้าชมด้วยนะครับ) ด้านในก็จะมี ข้อมูลทั้งด้านโบราณคดี, ธรณีวิทยาต่าง ๆ

ด้านในสะอาดสะอ้านมาก มีผู้ดูแลอย่างดีเลยครับ
ออกมาด้านนอก จะมีส่วนที่เป็นสวนหย่อม ก็จะมีต้นไม้ต่าง ๆ พร้อมบอกชื่อเอาไว้เสร็จสรรพ
สะพานตรงนี้สามารถเดินไปเชื่อมกับธารน้ำร้อนบ่อคลึงที่ผมเพิ่งขึ้นไปมาเมื่อสักครู่นี้ได้
ทางเดินไปก็เป็นป่าโปร่ง ๆ (ที่เค้าเรียกป่าเบญจพรรณหรือเปล่านะ?)
ออกจากอุทยานธรรมชาติวิทยาฟ้าเริ่มมืด เลยตัดสินใจตรงไปที่พักเลยดีกว่า
ดูจากแผนที่ (คลิ๊กเพื่อชมขนาดจริง) แล้ว เห็นว่ามีเส้นทางที่ใกล้ ๆ กับธารน้ำร้อนบ่อคลึงสามารถไปยังที่พัก (เคฟวิวรีสอร์ท) ได้เลย ไม่ต้องไปอ้อมทางซีนเนอรี่ (หรือภูผาผึ้งรีสอร์ท)
แต่พอขับไปเรื่อย ๆ ทางก็แย่ลง ๆ เป็นลูกรังตลอด เลยตัดสินใจเลี้ยวรถกลับไป อ้อมไปทางภูผาผึ้งดีกว่า ชัวร์สุด
ระหว่างทางกลับก็ผ่านรีสอร์ทแห่งนี้ ท่าทางเงียบสงบดี มีเต๊นท์มากางอยู่ 6-7 เต๊นท์
และแล้วก็มาถึงรีสอร์ทแห่งแรก “เคฟวิวรีสอร์ท” หรืออีกชื่อหนึ่ง “บ้านอัจฉรา” ตอน 6 โมงเย็น รูปนี้มาถ่ายตอนเช้าอีกวันนึง เพราะไปถึงมืดพอดี
ห้องพักที่นี่ก็เป็นถ้ำสมชื่อครับ ทางรีสอร์ทออกมาเป็นแบบเหมือนเราอยู่ในถ้ำ ช่วงแรกที่เข้าไปก็ค่อนข้างเหม็นอับเล็กน้อย เพราะว่าห้องผมไม่มีหน้าต่างเลย ถ้าปิดแอร์หรือไฟดับนี่แย่แน่ ๆ
ห้องน้ำครับ หากสังเกตจากรูปที่แล้วจะเห็นว่าไม่มีประตูห้องน้ำ เดินเข้า – ออกสบายเลย
เก็บของเสร็จก็ออกไปเดินเล่นซะหน่อย เจอม้าอยู่ในคอกตัวนึง ท่าทางเชื่อง ๆ
บรรยากาศรอบ ๆ ที่พัก
ภาพนี้เดินขึ้นไปถ่ายด้านบน ตรงจุดที่มีเต๊นท์เขียว ๆ ตรงกลางภาพนี่เป็นดาดฟ้าของห้องผมล่ะครับ มีคนมากางเต๊นท์อยู่เยอะเหมือนกัน
ทานมื้อสุดท้ายไปตอนเช้า เริ่มหิวแล้ว เลยไปสั่งอาหารดีกว่า มื้อนี้กินคนเดียวเลยสั่ง “หมูแดดเดียว” และ “ต้มยำไก่” แค่ 2 อย่าง ต้มยำไก่ ใส่เห็ดโคนด้วย อร่อยดีครับ
ทานเสร็จแล้วเลยกลับมานอนเล่นที่หอ นั่งอ่านการ์ตูน เล่นเกมส์ไปเรื่อย ๆ ได้ยินเสียงพลุดังพร้อมคนเฮ หันไปดูนาฬิกา เลยเพิ่งรู้ว่าเข้าสู่ปี 2553 ไปโดยไม่รู้ตัว ออกมาดูด้านนอกเลยเห็นเค้าจุดพลุโอ่งกัน สวยดี
รีสอร์ทใกล้ ๆ จุดพลุด้วย หลายนัดเหมือนกัน
ตื่นเช้ามา ลงมาดูอุณหภูมิที่รถ เวลา 6.20 น. อยู่ที่ 19 องศา กำลังสบาย ไม่ร้อน ไม่หนาว

บรรยากาศหน้ารีสอร์ท และรอบ ๆ รีสอร์ท
เคฟวิวรีสอร์ท นี่ก็อยู่ใกล้ ๆ กับทางขึ้นเขากระโจม มาไม่ยากครับ หากจะมารีสอร์ท ก็ดูป้ายที่บอกว่าไปเขากระโจมก็ได้ครับ
สามแยกขึ้นไปเขากระโจมครับ ถ้าเลี้ยวขวา ก็ขึ้นไปเขากระโจม หากไปทางซ้ายมือ ก็จะไปเคฟวิวรีสอร์ท
ขยะใกล้ ๆ กับทางขึ้นกระโจม น่าจะเป็นฝีมือนักท่องเที่ยวที่มาตั้งวงกินเหล้ากันเมื่อคืนตอนเคาท์ดาวน์ ฝากรักษาความสะอาดด้วยนะครับ เมืองไทยจะได้น่าอยู่
จากตรงนี้ไปก็ยังเป็นทางลูกรังอยู่ (ตอนนี้น่าจะเป็นราดยางแล้ว ได้ยินว่ากำลังจะทำ) ตรงไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นอูหลงรีสอร์ทครับ
เดินกลับมาที่รีสอร์ท ก็เจอพี่เจ้าของ ขออภัยด้วยครับ จำชื่อพี่ไม่ได้แล้ว (ตั้งปีกว่าแล้วนิ) พี่เค้าเลยชวนไปดูโรงเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นของรีสอร์ท มีเห็ดกำลังออกดอกมาหลายดอกอยู่
โรงเรือนเพาะเห็ด
อาหารเช้า (จ่ายต่างหาก) เป็นข้าวต้มหมูครับ ใส่เห็ดโคนที่เพิ่งเข้าไปดูมาเมื่อตะกี้ด้วยครับ สด ๆ เลย เห็ดอร่อยมาก ขนาดปกติไม่ค่อยชอบกินข้าวต้มยังซัดซะเกือบหมดเลย ที่นี่มีขายเห็ดโคนสด ๆ ด้วยนะครับ

เดิืนถ่ายรูปเล่นรอบ ๆ รีสอร์ทครับ
วันนี้ยังไม่มีแผนจะไปไหนเป็นพิเศษ ก็เลยไปนั่งเล่นในห้องก่อน 11 โมงกว่า ๆ จึงเช็คเอาท์ออกจากรีสอร์ท สอบถามเส้นทางที่เมื่อวานจะมาจากธารน้ำร้อนแล้วเป็นลูกรัง พี่เค้าก็บอกว่าไปได้ แต่ทางอาจจะไม่ค่อยดีนัก แต่รถเก๋งก็พอขับได้
ลองขับไปดู เป็นลูกรังจริง ๆ ด้วย แถมไม่ใช่น้อย ๆ เลย ค่อนข้างขรุขระด้วย ไหน ๆ ก็ไหน ๆ มาคนเดียวด้วย เลยขับลุยไปเลย ดูแผนที่แล้วมีน้ำตกผาชลแดน ก็เลยว่าจะลองไปดู ฟังชื่อแล้วต้องอยู่ติดชายแดนไทย – พม่าแน่ ๆ เลย
แผนที่ที่มีก็ไม่ละเอียด ผ่านจุดนึงเห็นบอกว่าเป็นจุดชมวิว ไม่รู้ว่ารถเก๋งขึ้นไปได้หรือเปล่า แต่ก็เสี่ยงไปดู
พอขึ้นไปสรุปไปไม่รอดครับ ทางเป็นลูกรัง แถมชันเกือบ 30 องศาเห็นจะได้มั้งครับ ของจริงน่ากลัวกว่าในภาพมากเลยครับ จังหวะนั้นกลัวรถเป็นอะไรมากเลย จะไปต่อก็ยาก จะถอยกลับก็แทบไม่มีทางลาดให้ยูเทิร์นเลย แต่ในที่สุดก็เสี่ยงยูเทิร์นกลับมาได้ครับ
ขับไปเรื่อย ๆ ก็ไม่เห็นเจอน้ำตกผาชลแดนซะที ไม่มีป้ายบอกด้วย ผ่านพื้นที่ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปตท. แล้วก็ผ่านหมู่บ้านที่คล้าย ๆ เป็นชาวเขาที่มีพี่ทหารดูแลอยู่ ตรงไปจนสุดมีทางให้ขึ้นเขาแบบนี้
แต่ตัดสินใจว่าไม่ขึ้นดีกว่า เพราะทางก็ขรุขระแถมแคบด้วย ไม่มีทางให้ยูเทิร์นกลับแน่ ๆ เลยไปทางขวาแทน (ภาพนี้ถ่ายตอนขากลับมาแล้ว)
ไปเจอฝายน้ำล้น ไม่รู็ว่าชื่ออะไร แต่ก็ไปต่อไม่ได้แล้ว เพราะไม่มีมทางให้ไปแล้ว มีไปได้ทางเดียวก็คือขับไปบนฝายน่ะครับ มีรถจี๊ปที่ตามผมมาคัีนนึงขับไปอย่างสบายเลยครับ
ลืมบอกไปครับ ว่าระหว่างทางก็มีแต่เพื่อนร่วมทางเป็นรถกระบะไม่ก็รถขับเคลื่อน 4 ล้อทั้งนั้น มีรถซีวิคของผมเนี่ยแหละ บ้าขับมาอยู่คนเดียว สงสารรถจัง มีเจ้าของบ้า ๆ แบบนี้ ^^
ขับออกมาผ่านลำธาร เลยแวะลงไปถ่ายรูป ท่าทางน้ำจะเย็นน่าดู น่าจะเป็นต้นน้ำของแม่น้ำภาชีหรือเปล่า
ขับมาตั้งนาน ยังไม่ได้พักรถเลย เลยไปหาที่จอดพัก พักรถสัก 20 นาทีค่อยไปต่อ บริเวณนี้เหมือนเป็นอ่างเก็บน้ำเล็ก ๆ ของชุมชนครับ

ติด ๆ กันก็เป็นไร่นาของชาวบ้านน่ะครับ
ขับออกมาก็เจอต้นไ้ม้ใหญ่ ๆ อยู่ต้นนึง เข้าไปใกล้ ๆ เห็นเขียนว่าเป็นต้นผึ้ง ก็เลยลงไปถ่ายรูปซะหน่อย
ต้นไม้ประวัติศาสตร์ (ต้นผึ้ง) ผมคัดลอกคำบรรยายมาให้ดังนี้ครับ
ต้นไม้ประวัติศาสตร์ (ต้นผึ้ง)
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรบ้านหนองตาดั้ง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ และได้ทรงทอดพระเนตรเห็นต้นไม้ใหญ่อายุกว่า ๑๐๐ ปี ขึ้นในที่ของชาวบ้าน พระองค์จึงได้ตรัสถามว่าเป็นต้นไม้อะไร ชาวบ้านได้ตอบพระองค์ว่าเป็น “ต้นผึ้ง” ซึ่งเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ผึ้งชอบโอบมาเกาะทำรัง ในต้นหนึ่ง ๆ จะมีผึ้งมาเกาะทำรังนับ ๑๐๐ รัง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ไม้ป่านานาพันธุ์จะออกดอก ผึ้งก็จะไปเก็บน้ำหวานและเกสรจากดอกไม้มาสะสมไว้ที่รัง ในช่วงเดือนเมษายน ชาวไทยตะนาวศรี (กะเหรี่ยง) จะปีนต้นผึ้งขึ้นไปเก็บน้ำหวานจากรังผึ้ง (ตีผึ้ง) ซึ่งการเก็บน้ำผึ้งในช่วงนี้จะได้น้ำผึ้งที่มีคุณภาพดี หรือที่เรียกว่า น้ำผึ้งเดือนห้า
แต่เดิมนั้นบ้านหนองตาดั้งมีต้นผึ้งขึ้นอยู่มากมาย แต่ในปัจจุบันเหลืออยู่น้อยมาก เนื่องจากป่าถูกตัดทำลายเพื่อใช้ประโยชน์จากที่ดินในการทำไร่ ชาวไทยตะนาวศรีที่มีอาชีพเก็บน้ำผึ้งขายจึงต้องเข้าป่าลึกมากยิ่งขึ้นเพื่อไปเก็บน้ำผึ้งมาขาย และนอกจากนี้ต้นผึ้งยังเป็นต้นไม้ประจำอำเภอสวนผึ้งอีกด้วย เพื่อพระองค์ท่านทรงทราบ จึงได้ให้ราษฎรอนุรักษ์ต้นผึ้งเอาไว้
ร่วมเผยแพร่โดย : ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านหนองตาดั้ง กศน. อำเภอสวนผึ้ง ราชบุรี
ขออนุญาตจบตอนที่สองไว้แค่นี้ก่อนนะครับ จะเข้ามาต่อภาค 3 เร็ว ๆ นี้ครับ ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามครับ






































